สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
10th TBS

11th TBS


TBS page on Facebook

การรักษามะเร็งเต้านม

การรักษามะเร็งเต้านม

โดยทั่วไปการรักษามะเร็งเต้านมจะประกอบด้วยกันทั้งหมด 5 วิธี ได้แก่

1. การผ่าตัด

2. การฉายแสง

3. การให้ยาเคมีบำบัด

4. การให้ยาต้านฮอร์โมน

5. การรักษาที่เป้าหมายของการเกิดมะเร็ง (targeted therapy)

1. การผ่าตัด
ประกอบด้วยการผ่าตัดเต้านม และผ่าตัดเต้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ 

1.1 การผ่าตัดเต้านม มี 3 แบบ ซึ่งจะเลือกทำแบบไหนขึ้นอยู่กับผู้ป่วย

ก. การผ่าตัดแบบเก็บเต้านม เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่พบก้อนในเต้านมอยู่ตำแหน่งเดียว ไม่พบการกระจายของก้อนบริเวณเต้านม โดยต้องมีการฉายแสงร่วมด้วยจึงจะให้ผลเทียบเท่ากับการตัดเต้านม

ข. การผ่าตัดแบบตัดเต้านมออกทั้งหมด ซึ่งถ้าทำในผู้ป่วยที่อายุยังไม่มากอาจมีผลกระทบด้านจิตใจได้

ค. การผ่าตัดแบบตัดเต้านมและเสริมเต้านมทันที ทำโดยการย้ายเนื้อด้านหลังมาทดแทนส่วนที่ตัดออกไป แต่ในกรณีที่ไม่สามารถย้ายเนื้อด้านหลังได้ก็ให้ใช้เนื้อบริเวณท้อง หรือในบางรายที่เนื้อบริเวณหลังหรือท้องไม่เพียงพออาจต้องใช้ซิลิโคนเสริมเข้าไป ทั้งนี้ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ว่าจะเลือกเนื้อบริเวณไหนมาเสริมบริเวณส่วนที่ถูกตัดออกไป

1.2 ผ่าตัดเต้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้

ถ้าเป็นสมัยก่อนการผ่าตัดจะต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออกให้หมด ซึ่งข้อเสียคือ แขนบวม และผู้ป่วยห้ามเจาะเลือดวัดความดัน ห้ามฉีดยา ห้ามยกของหนัก หรือโดนของมีคม และมีข้อควรระวังอีกหลายอย่าง วิธีปัจจุบันทำโดยการฉีดสารบางชนิด เช่น ฉีดสีหรือสารกัมมันภาพรังสีเข้าสู่ร่างกายและสังเกตว่าสารนั้นวิ่งไปบริเวณใด และเลาะเอาตำแหน่งดังกล่าวมาตรวจดูว่ามีมะเร็งหรือไม่

รักษาโดยการผ่าตัดอย่างเดียวได้หรือไม่ ?

โดยปกติแล้วแพทย์มักจะให้การรักษาเสริมวิธีการอื่นร่วมด้วยเพื่อลดโอกาสของการเกิดมะเร็งกลับเป็นซ้ำลงให้มากที่สุด เนื่องจากจะพบการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านม โดยจะพบการกลับเป็นซ้ำได้สูงในช่วง 2-3 ปีแรกของการรักษา ส่วนการให้การรักษาโดยการผ่าตัดอย่างเดียวนั้นจะมีบทบาทในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น

2. การฉายแสง

มักจะให้การรักษาด้วยวิธีนี้ในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนหลังจากการผ่าตัด ใช้วิธีนี้ในกรณีดังนี้

• ก้อนใหญ่กว่า 5 ซม. หรือมีแผลติดกระดูกซี่โครง

• มีมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง 4 ต่อมขึ้นไป

• ผ่าก้อนมะเร็งได้ไม่หมด

• ใช้ร่วมกับการผ่าตัดแบบเก็บเต้านม

3. ยาเคมีบำบัด

ไม่ได้ใช้ในผู้ป่วยทุกราย การที่ผู้ป่วยไม่ต้องรับยาเคมีบำบัดนั้นจะต้องมีข้อต่อไปนี้ครบทุกข้อ

• ก้อนเล็กกว่า 1 ซม. และมีพยาธิวิทยาของเซลล์จัดเป็นกลุ่มที่มีการแบ่งตัวต่ำ (เกรด 1)

• ในก้อนมะเร็งไม่พบเซลล์มะเร็งในเส้นเลือดเล็กๆ

• ไม่มีตัวรับ Her2/neu เป็นบวก

• ไม่มีมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง

• อายุมากกว่า 35 ปี

โดยการให้ยาเคมีบำบัด จะเริ่มให้ประมาณ 1 เดือนหลังผ่าตัด ให้ทุก 3 สัปดาห์ และให้ประมาณ 4-8 รอบการรักษา

4. การรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน

โดยส่วนใหญ่จะให้รับประทานยาเป็นเวลานานติดต่อกัน 5 ปี โดยเลือกให้ในผู้ป่วยที่มีตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือโปรเจสโตโรนเป็นบวก โดยยาที่เลือกใช้ ได้แก่

• ยา tamoxifen ซึ่งออกฤทธิ์โดยแย่งกับฮอร์โมนเอสโตรเจนในการจับกับตัวรับ จะใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่ยังไม่หมดประจำเดือน

• ยาที่ลดการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนโดยการยั้บยั้งการทำงานของเอมไซม์ aromatase ใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่หมดประจำเดือนแล้วเท่านั้น

5. การรักษาที่เป้าหมายของการเกิดมะเร็ง (targeted therapy)

เป็นยาซึ่งออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงกับผู้ป่วยที่มีตัวรับของ HER-2 ในปริมาณมาก โดยยานี้จะปิดกั้นตัวรับชนิดนี้ แต่ยานี้มีราคายาแพงมาก การเลือกใช้ยานี้ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์

  Copyright 2005-2010 สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย All rights reserved.
view