สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
10th TBS

11th TBS


TBS page on Facebook

Expanding treatment option with oral chemotherapy in metastatic breast cancer

Expanding treatment option with oral chemotherapy in metastatic breast cancer

Expanding treatment option with oral chemotherapy in metastatic breast cancer

นายแพทย์ชัยยุทธ เจริญธรรม

หน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


                    จุดมุ่งหมายในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่สำคัญที่สุดคือการรักษาเพื่อบรรเทาอาการ ควบคุมโรคไม่ให้กำเริบและอยู่รอดอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด เนื่องจากโอกาสที่จะให้การรักษาโรคที่แพร่กระจายให้หายขาดเป็นไปได้น้อยมาก การเลือกการรักษาที่จะช่วย ประคับประคองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มระยะเวลาที่ปลอดอาการจากโรคและเพิ่มระยะเวลาที่มีชีวิตรอดเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

                    ยาเคมีบำบัดยังเป็นการรักษาที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายนอกเหนือไปจากการให้ยาต้านฮอร์โมนและยาที่ในกลุ่ม molecular targeted therapy  เช่น ยาที่ยับยั้ง Her-2 ได้แก่ trastuaumab และ lapatinib หรือยาที่ยับยั้งขบวนการ angiogenesis  เช่น bevacizumab เป็นต้น พัฒนาการของยาเคมีบำบัดแบบกินมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้แก่ผู้ป่วยที่สามารถให้การรักษาได้โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ซึ่งน่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการต้องรับยาฉีดและการรักษาในโรงพยาบาลตามมาได้ ยาเคมีบำบัดแบบกินที่ใช้ในการรักษามะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่เป็นต้นแบบที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ดังกล่าว ได้แก่ capecitabine โดยตัวยา capecitabine มีส่วนประกอบของ inactive prodrug ที่จะต้องผ่านการกระตุ้นโดยเอนไซม์อย่างเป็นลำดับ 3 ขั้นตอน โดยตั้งแต่การดูดซึมที่ทางเดินอาหารไปที่ตับและที่เซลล์มะเร็งเพื่อให้ได้เป็นตัวยา 5-Fluoruracil ที่ออกฤทธิ์ในการรักษา ขั้นตอนสุดท้ายของยาที่ถูกกระตุ้นและจะเปลี่ยนเป็น 5-Fluoruracil ในที่สุดที่ออกฤทธิ์ในการรักษามีความสำคัญและมีความจำเพาะที่ต้องอาศัยเอนไซม์ thymidine phosphorylase ที่พบได้อย่างจำเพาะและพบได้สูงที่เซลล์มะเร็งที่เป็นตำแหน่งที่ยาจะไปออกฤทธิ์ 

                    บทบาทของ capecitabine ที่เป็นยาเคมีบำบัดแบบกินที่นอกจากจะมีความสะดวกแล้วยังเป็นยาตัวแรกๆที่ทดสอบพบว่าประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่ผ่านการรักษามาแล้วทั้งยากลุ่ม anthracyclines เช่น doxorubicin และ epirubicin หรือยาในกลุ่ม taxanes เช่น paclitaxel หรือ docetaxel เป็นต้น  เมื่อใช้ capecitabine ที่เป็นยาเคมีบำบัดแบบกินเทียบกับการใช้ยาสูตร CMF ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ยังไม่เคยได้รับยาใดมาก่อนที่แพทย์ผู้วิจัยพิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะที่จะรับยาเคมีบัดมาตรฐานทั่วๆไป ก็พบว่ายา capecitabine มีประสิทธิภาพในการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตจากการรักษาได้นานกว่าการใช้ยาสูตร CMF

                    พัฒนาการต่อไปของการใช้ capecitabine ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายได้แก่การใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ยังไม่เคยได้รับยาใดมาก่อนโดยทดสอบการใช้ยาร่วมกับยา taxanes มาตรฐานเช่น การให้สูตรยาผสม capecitabine ร่วมกับ docetaxel พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาคู่ผสมมีระยะเวลาที่ควบคุมโรคไม่ให้กำเริบและมีระยะเวลาที่รอดชีวิตจากการรักษาได้นานกว่าการใช้ docetaxel เพียงตัวเดียว ยังมีการศึกษาการใช้  capecitabine ร่วมกับ taxanes ในรูปแบบการให้ยาต่างๆตามมาอีกมากมาย นอกจากนี้แล้วยังมีการศึกษาการใช้ capecitabine ร่วมกับยาเคมีบำบัดกลุ่มใหม่ เช่น Epothilones เช่นยา Ixabepilone ที่มีกลไกการออกฤทธิ์ที่ยับยั้งสาย tubulin ที่แตกต่างจากยาในกลุ่ม taxanes ที่มีใช้กันมาก่อน พบว่าในการศึกษาที่ใช้ capecitabine ร่วมกับยาใหม่ Ixabepilone ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่ดื้อต่อทั้งยา anthracyclines และยาในกลุ่ม taxanes มาแล้วหรือเคยได้รับยากลุ่ม anthracyclines มาเต็มที่และดื้อต่อยาในกลุ่ม taxanes มาแล้ว พบว่าการใช้ capecitabine เสริมฤทธิ์กับยาใหม่ Ixabepilone โดยมีอัตราการตอบสนองต่อการรักษาและระยะเวลาที่ควบคุมโรคไม่ให้มากำเริบจากการรักษาได้นานขึ้นกว่าการใช้ capecitabine ตัวเดียวที่เคยใช้กันอย่างแพร่หลายกันมานานในการรักษาผู้ป่วยที่ดื้อยาในลักษณะนี้มาแล้ว

                    ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่มี Her-2 เป็นบวกที่ไม่เคยได้ยามาก่อนก็มีการการศึกษาที่ใช้ capecitabine ร่วมกับยา taxanes มาตรฐานเช่น docetaxel ร่วมไปกับยาต้าน Her-2 ได้แก่  trastuzumab พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้ง 3 อย่างร่วมกันมีระยะเวลาที่ควบคุมโรคไม่ให้กำเริบจากการรักษาได้นานขึ้นกว่าการใช้ docetaxel ร่วมกับ trastuzumab  ส่วนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่มี Her-2 เป็นบวกที่เคยผ่านการรักษาด้วย trastuzumab ร่วมกับยาเคมีบำบัดอื่นๆมาแล้วที่ไม่ใช่ยา capecitabine พบว่าการให้ยา capecitabine จะเสริมฤทธิ์กับยาต้าน Her-2 อีกชนิดหนึ่งได้แก่  lapatinib ในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้ capecitabine ร่วมกับ lapatinib มีระยะเวลาที่ควบคุมโรคไม่ให้มากำเริบจากการรักษาได้นานขึ้นกว่าการใช้ capecitabine เพียงอย่างเดียว ในขณะที่อีกการศึกษาหนึ่งของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่มี Her-2 เป็นบวกที่เคยผ่านการรักษาด้วย trastuzumab ร่วมกับยาเคมีบำบัดอื่นๆมาแล้วที่ไม่ใช่ยา capecitabine พบว่าการให้ยา capecitabine จะเสริมฤทธิ์กับ tratuzumab ได้ดีและมีประสิทธิภาพในการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตรอดจากการรักษาได้นานขึ้นกว่าการใช้ capecitabine เพียงอย่างเดียว

                    ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่ไม่มี Her-2 ได้มีการศึกษาที่นำเอายาต้านขบวนการสร้างหลอดเลือดใหม่ของมะเร็งได้แก่ bevacizumab มาใช้ร่วมกับเคมีบำบัด แม้ว่าการศึกษาครั้งแรกที่ใช้ bevacizumab ร่วมกับยา capecitabine  เทียบกับการรักษาด้วยยา capecitabine เพียงอย่างเดียวในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่เคยผ่านการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดมาตรฐานมาแล้วหลายขนานรวมถึงผู้ป่วยมะเร็งกว่าหนึ่งในสี่ที่มี HER-2 เป็นบวกและบางรายได้รับยาต้าน HER-2  มาก่อนด้วย พบว่าอัตราการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับทั้ง capecitabine ร่วมกับ bevacizumab สูงกว่าเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้ capecitabine เพียงอย่างเดียว แต่กลุ่มที่ได้รับทั้ง capecitabine ร่วมกับ bevacizumabมีระยะเวลาที่ปลอดโรคกำเริบและระยะเวลาที่รอดชีวิตโดยรวมจากการรักษาไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้ capecitabine เพียงอย่างเดียวก็ตาม การศึกษาล่าสุดที่มีชื่อการศึกษาว่า RiBBOn-1 trial (Regimens In Bevacizumab for Breast ONcology) ที่ใช้ bevacizumab หรือยาหลอกร่วมไปกับยาเคมีบำบัดมาตรฐานใดๆก็ได้รวมถึง ยา capecitabine เพียงตัวเดียวในการรักษามะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่ไม่เคยได้ยาใดมาก่อน ผลการศึกษาโดยรวมพบว่าของระยะปลอดโรคกำเริบและอัตราการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยที่ได้ยาเคมีบำบัดมาตรฐานรวมถึง ยา capecitabine เพียงตัวเดียวที่ให้ร่วมกับ bevacizumab เหนือกว่าผู้ป่วยที่ได้ยาเคมีบำบัดชนิดเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญแม้ว่าระยะเวลาที่รอดชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยที่ได้ยาเคมีบำบัดร่วมไปกับ bevacizumab ไม่แตกต่างจากผู้ป่วยที่ยาเคมีบำบัดร่วมกับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาต่อเนื่องตามมาที่เรียกว่า RiBBOn-2 เป็นการศึกษาที่ใช้ bevacizumab หรือยาหลอกร่วมกับยาเคมีบำบัดมาตรฐานใดๆก็ได้รวมถึงยา capecitabine ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่ผ่านการรักษามาแล้ว 1 ขนาน (second-line setting) รายงานผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าการให้ bevacizumab ร่วมกับยาเคมีบำบัดเพิ่มอัตราการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยและยืดระยะเวลาที่ควบคุมโรคได้เหนือกว่าการให้ยาหลอกร่วมกับยาเคมีบำบัดอย่างมีนัยสำคัญ

                    จากการศึกษาเหล่านี้นำมาสู่การขยายข้อบ่งชี้ของการรักษาด้วยยากิน capecitabine ในการรักษาทั้งที่ใช้เป็นยาเดี่ยวหรือเข้าคู่กับยาเคมีบำบัดอื่นๆและหรือยากลุ่ม targeted agent อื่นๆ เช่น trastuzumab lapatinib หรือ bevacizumab ในการรักษาผู้ป่วยเต้านมระยะแพร่กระจายทั้งที่เคยหรือไม่เคยได้รับยาใดๆมาก่อน พัฒนาการการศึกษาที่ต้องติดตามการต่อๆได้แก่การใช้ capecitabine คู่กับยาตัวใหม่ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย ทั้งนี้ยังมีการศึกษาอีกมากมายที่ใช้ capecitabine เป็นการรักษาเสริมของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแรกเริ่ม มีทั้งการศึกษาที่ใช้ capecitabine แทนยาสูตรอื่นหรือใช้ capecitabine แทนตัวยาฉีด 5-Fluorouracil  หรือใช้ capecitabine เพิ่มคู่ไปกับยากลุ่ม taxanes ซึ่งต้องติดตามพัฒนาการเหล่านี้กันต่อไป

  Copyright 2005-2010 สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย All rights reserved.
view